วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


ประโยชน์น้ำมะพร้าว


1.อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย


2.ชะลออาการอัลไซเมอร์


การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น


ผิวสวย มะพร้าว


3.ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ผิวสวยด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวถือเป็นจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ไม่เพียงเท่านี้ในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก


4.สปอร์ตดริ๊งค์จากธรรมชาติ 

น้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูงรวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ในประเทศไต้หวันและประเทศจีนยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย


รู้อย่างนี้แล้ว หันมาหาน้ำมะพร้าวดื่มกันดีกว่าเพื่อสุขภาพที่ดี 

"อยากหุ่นสวย" ห้ามทำพฤติกรรมต่อไปนี้!

ใครอยากหุ่นสวยต้องฟังทางนี้เลยนะจ๊ะ เพราะว่าเรามีพฤติกรรมที่ห้ามทำถ้าคุณยัง อยากหุ่นสวย อยู่นะค่ะ เพราะหากว่าคุณยังทำพฤติกรรมต่อไปนี้ที่เรากำลังจะบอกเนี่ยนะ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณบรรทอนความมั่นใจในการอยากหุ่นสวยหุ่นดีได้นะขอบอก แล้วถ้าใครยัง อยากหุ่นสวย อยู่ละก็ให้เลิกพฤติกรรมนี้ซะเดี๋ยวนี้ รับรองว่าหุ่นคุณต้องสวยและเช้งกระเด๊ะอย่างแน่นอนค่ะ เอาล่ะค่ะก่อนที่จะสายเกินแก้จนอ้วนไม่รู้ทำไงเราก็มาฟัง พฤติกรรมห้ามทำ! ของสาว "อยากหุ่นสวย" กันดีกว่าค่ะ

พฤติกรรมห้ามทำ! ของสาว "อยากหุ่นสวย"


1. ทำงานตอนกลางคืน


เวลาเย็นถึงค่ำควรเป็นเวลาที่เราจะได้ผ่อนคลายแต่ถ้าคุณยังขยันนั่งทำโอทีอยู่ ความเครียดนี่ล่ะจะไปกระตุ้นฮอร์โมนให้เกิดการสะสมไขมันที่หน้าท้อง คนที่ยิ่งเครียดจึงมักจะยิ่งลงพุงและถ้าคุณทำงานดึกจนกระเพาะย่อยอาหารเย็นไปหมดแล้ว น้ำย่อยก็จะเริ่มออกมาอาละวาดอีกรอบจนต้องวิ่งหามื้อดึกกันตาลายและนั่นก็เป็นที่มาของไขมันส่วนเกินที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ


2. ให้อาหารเป็นรางวัลตัวเอง


การที่คุณเป็นคนชอบสังสรรค์หรือชอบพาเพื่อน ๆ ไปกินเลี้ยงกันจะทำให้คุณอ้วนเร็วมากแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยพฤติกรรมนี้จะทำให้คุณติดนิสัยการช่างกินอย่างไม่ทันสังเกต


3. ไปซุปเปอร์มาเก็ตตอนหิว


รวมทั้งร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านด้วยเพราะคนที่เดินผ่านขนมเรียงรายสองข้างทางโดยมีน้ำย่อยร้องหาอาหารอยู่ในกระเพาะ มักจะลืมตัวซื้อของกินมากกว่าปกติและมักจะเป็นอาหารต้องห้ามประเภท คุ้กกี้ เค้ก ช็อกโกแลต ที่ไม่มีโอกาสได้กินระหว่างไดเอท



"สปาผิวสวย" ด้วยตัวเองที่บ้าน


เป็นทิปส์เพื่อผิวสวยที่น่ารู้มาก ๆ สำหรับสปาผิวสวยด้วยตัวเองที่บ้าน การมีผิวหน้าที่สวยคือความต้องการของผู้หญิงหลาย ๆ คนแต่ทำไม๊...ทำไมเพียงแค่คำว่าไม่มีเวลาก็กลายเป็นอุปสรรค์ไปซะทุกเรื่อง แต่ถ้าจะเข้าไปนวดหน้าที่สปาก็รู้สึกแพงเหลือเกินทำให้สาว ๆ ส่วนใหญ่ละเลยการดูแลผิวหน้าไปบ้าง...อะไรบ้าง วันนี้เราก็เลยนำเอาวิธีทำ สปาผิวสวย ด้วยตัวเองที่บ้านมาฝากกันค่ะ นี้เป็นวิธีที่คุณสามารทำ สปาผิวสวย ได้ง่าย ๆ ไม่เปลืองเวลามากและสามารถทำเองที่บ้านได้ในวันหยุดอีกด้วยนะค่ะ และที่สำคัญ สปาผิวด้วยตัวเอง ที่บ้านที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ยังไม่เป็นอัตรายต่อผิวพรรณของคุณอีกด้วย เพราะฉะนั้นอยากสวยแบบประหยัดคุณเองก็สามารถทำได้แล้วล่ะค่ะ ว่าแล้วเราก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่า สปาผิวสวยด้วยตัวเองที่บ้านเขามีวิธีอย่างไรบ้าง อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมแล้วเราก็ไปปฏิบัติการสวยแบบประหยัดกันได้เลยค่ะ

4 วิธีทำ สปาผิวสวย ด้วยตัวเองที่บ้าน


1. ทาเคลนเซอร์ที่ใช้ตามปกติลงบนผิวหน้าและลำคอให้ทั่ว ลงมือนวดตั้งแต่ฐานคอขึ้นมาจนถึงแนวขากรรไกร โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เป็นแนววงกลม จากนั้นนวดไปตามแนวขากรรไกร แก้ม ด้านข้างจมูก และคิ้ว โดยนวดไล่จากด้านในไปด้านนอก

2. ไล่นิ้วจากบริเวณใต้ตาเข้าไปทางจมูกแล้ววกกลับขึ้นไปทางหน้าผาก จากนั้นใช้ฝ่ามือลูบจากคอขึ้นมาและจากกึ่งกลางใบหน้าออกไปด้านนอกเสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

3. ทาผลิตภัณฑ์ขัดผิวลงบนผิวหน้าในขณะแห้งแล้วนวดเป็นแนววงกลมให้ทั่วใบหน้า จากนั้นจึงเติมน้ำลงไปแล้วนวดต่ออีกรอบเสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทามาส์กพอกหน้าตามลงไปทันทีหลังล้างหน้าเสร็จปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนดแล้วล้างน้ำออก

4. จบด้วยการทาครีมบำรุงตามลงไปทันที โดยใช้วิธีการนวดแบบเดียวกับตอนใช้เคลนเซอร์


สารให้ความหวาน กับสุขภาพที่ดี

น้ำตาลบ่อเกิดแห่ง ความอ้วน และ โรคอ้วน ตามมา จึงมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่หันมาเพิ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย เพื่อให้คนตนเองได้บริโภคอาหารได้อย่างเต็มที่ที่เรียกกันว่า เอ็นจอยอีสทิน (Enjoy Eating) โดยไม่ต้องกลัวอ้วนหรือแคร์ว่าน้ำหนักจะขึ้น แต่อย่างไรก็ดีสารให้ความหวาน (Artificial Sweetener) มีทั้งประโยชน์และก็โทษในตัวมันเองด้วย ฉะันั้นเพื่อการใช้สารให้ความหวานได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เราได้มีสุขภาพที่ดีก็ควรจะหันมาใส่ใจและศึกษากันสักนิด แล้วเรื่อง โรคอ้วน หรือ น้ำหนักขึ้น คุณก็จะลืมมันได้เลย



สารให้ความหวาน คือ


สารเคมีที่ให้ความหวานแบบเดียวกับน้ำตาลแต่มีแคลอรี่ต่ำ และเนื่องจากมันมีความหวานมากกว่าน้ำตาลมันจึงใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ให้ความหวานเท่ากัน คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานสารให้ความหวานได้ โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่จำไว้ว่าถ้าคุณเป็นเบาหวานอาหารบางอย่างที่มีสารให้ความหวานผสมอยู่ยังอาจมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในอาหารนั้น นอกจากนี้สารให้ความหวานอย่างเช่น ซอร์บิทอล (Sorbital) หรือแมนนิทอล (Mannital) ที่มีแคลอรี ก็ยังสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้

สารให้ความหวาน อันตราย ความปลอดภัย


สารให้ความหวานมักถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายอย่างรวมทั้งมะเร็ง อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า สารให้ความหวานที่ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในสหรัฐฯ ก่อให้เกิดมะเร็ง และการศึกษาจำนวนมากก็ยืนยันว่า สารให้ความหวานเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไปอย่างไรก็ตามสารให้ความหวานที่ ชื่อแอสปาร์แตม (Aspartame) อาจมีข้อควรระวังอยู่บ้างนั่นคือมันไม่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมากที่ชื่อว่า โรค Phenyketonuria หรือ PKU


สารให้ความหวานแทนน้ำตาล


แต่ก็ยังคงไม่มีคุณค่าการเอาน้ำตาลออกจากคุกกี้หรือช็อกโกแลตไม่ได้ทำให้มันเป็นอาหารไขมันต่ำหรือแคลอรีต่ำแต่อย่างใด ถ้าคุณกินมากเกินไปคุณก็จะได้แคลอรีมากกว่าที่ต้องการและอาจไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอด้วย เพราะเครื่องดื่มหรือของหวานปราศจากน้ำตาลมักให้คุณค่าทางอาหารน้อยมากหรือไม่มีเลย จงใช้สารให้ความหวานอย่างสมเหตุผล เช่น มันโอ.เค. ที่จะดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอ็ตแทนน้ำอัดลมปกติ แต่น้ำอัดลมแบบไดเอ็ตก็ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวของคุณ



ระวัง! น้ำตาลที่ไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาล


บ่อยครั้งที่อาหารซึ่งไม่มีคำว่า น้ำตาล (Sugar) อยู่ในรายการของส่วนผสมเลยกลับมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณมาก นั่นเพราะน้ำตาลไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาลเสมอไป ดังนั้น ถ้าคุณพบชื่อต่อไปนี้อยู่ในอาหารไม่ว่าจะเป็นแล็กโตส (Lactose) มัลโตส (Maltose) เด็กซ์โตรส (Dextrose) กลูโคส (Glucose) หรือซูโครส (Sucrose) จำไว้ว่า มันก็คือน้ำตาลนั่นเอง


หยุดความอยากกินน้ำตาลได้อย่างไร


การตัดลดน้ำตาลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีเคล็ดลับบางอย่างที่อาจช่วยได้ งานวิจัยในสัตว์ทดลองเผยว่า น้ำตาลทำให้เสพติดได้โดยงานศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยพรินสตันเมื่อไม่นานมานี้พบว่า หนูที่ได้รับน้ำตาลมากเกินไปต้องทรมานอย่างมากเมื่อถูกงดให้น้ำตาล แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการศึกษาที่เป็นหลักฐานในมนุษย์ที่พิสูจน์ได้ว่า มันมีการเสพติดอย่างเดียวกับแอลกอฮอล์หรือยา แต่บ่อยครั้งที่อาหารที่มีน้ำตาลสูงมักมีไขมันสูงด้วยซึ่งไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรอบเอวของคุณ ดังนั้น ถ้าอยากเอาชนะความอยากกินของหวานเรามีเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญมาฝาก คลิ๊ก!!! สูตรการลดน้ำหนัก

"สูตรล้างพิษ" ในร่างกายด้วยตัวเอง


สมัยนี้การล้างพิษได้รับความนิยมอย่างมากเพราะหลายคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและร่างกายกันมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีสูตรล้างพิษ 1 วัน ในร่างกายด้วยตัวเองมาฝากกันอีกด้วยค่ะ ด้วย สูตรล้างพิษ นี้จะช่วยให้คุณนั้นมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เลือดลมหมุนเวียนคล่อง แล้วถ้าใช้ สูตรล้างพิษ นี้กันเป็นประจำก็จะช่วยให้คุณนั้นห่างไกลจากโรคมะเร็ง หอบหืด เบาหวาน ภูมิคุ้นกันบกพร่อง แล้วที่สำคัญสำหรับคุณผู้หญิงเลยก็คือ สูตรการล้างพิษ นี้ยังช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักนั่นเองค่ะ



สูตรล้างพิษ 1 วัน


หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 แคลอรี่ เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า


1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่างเช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยากทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วนสับปะรดนั้นมีกรดสูงมากถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้


2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุกหรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้นไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด


3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุดหรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้


4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป


5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้าคุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระหลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้าสารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิมทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

- วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว


อุปกรณ์

1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด

2. มะนาว 4 ลูก

3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน


- วิธีทำ


1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน


2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ


3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคืออาการปกติหลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้


กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



ขาดมือถือไม่ได้ โรคใหม่ในโลกไฮเทค



หากคุณมีอาการกระวนกระวายในยามที่ออกไปนอกบ้านและพบว่าลืมหยิบ
โทรศัพท์มือถือมาด้วย ก็มีความเป็นไปได้ว่าคุณจะเป็น โรค "nomophobia" หรือ
"no-mobile-phobia" โรคสุดฮิตในหมู่คนรักเทคโนโลยีแล้ว

ผลการสำรวจในอังกฤษที่จัดทำโดยบริษัทเทคโนดลยี SecureEnvoy ระบุว่า จากจำนวน
คนที่ทำการสำรวจทั้งหมด 1,000 คน มีมากถึงสองในสามที่ยอมรับว่าพวกเขากลัวที่จะอยู่
โดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มากขึ้นกว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ถึงร้อยละ 53
"ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเป็น Nomophobia มากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายมักพกมือถือที
ละ 2 เครื่อง"
คนที่มีอาการแบบนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนในอายุ 18-24 ปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ตามมาด้วย
กลุ่มคนอายุ 25-34 คิดเป็นร้อยละ 68 และผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึ่งเรียกกันว่า
nomophobic นี้ มากกว่าผู้ชายอยู่ร้อยละ 9 โดยที่นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ผู้หญิงมีแนวโน้ม
จะมีอาการกระวนกระวายเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถือมากกว่าผู้ชาย น่าจะเป็นเพราะผู้ชายมักจะ
พกโทรศัพท์มือถือทีละสองเครื่อง

เว็บไซต์ allAboutCounseling.com ให้ข้อมุลเกี่ยวกับอาการของโรค nomophobia ว่า
ประกอบด้วย อาการตัวสั่น เหงื่อออก และคลื่นไส้ ในตอนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว
นอกเหนือจากนี้ คนที่มีนิสัยหมกมุ่นกับการคอยตรวจดูมือถือตลอดเวลาและมักจะกังวลว่า
โทรศัพท์วางอยู่ถูกที่หรือเปล่า ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับคนที่กำลังเป็นโรค nomophobic วิธีการรักษาที่แนะนำก็คือ การให้ลองใช้ชีวิต
โดยปราศจากมือถือช่วงหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงความคิดในแง่ลบ และใช้เทคนิคการ
หายใจเข้าออกหรือการทำโยคะ และสำหรับคนที่มีอาการกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถเชื่อ
มต่อกับโลกภายนอกได้โดยไม่มีมือถือ ก็แสดงว่าถึงเวลาที่ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว

ไม่เพียงแต่อาการทางด้านจิตใจเท่านั้น แต่แพทย์หลายคนก็ได้ระบุเอาไว้ว่า การอยู่ในท่า
ก้มตัวเพื่อใช้โทรศัพท์มือถือจะก่อให้เกิดอาการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การปวดคอ ปวดหัว
และเจ็บไหล่ไปจนถึงอาการเจ็บแขนและมือ ซึ่งก็เป็นโรคที่มีคนนิยามชื่อให้ว่า Text neck
นั่นเอง ดังนั้นถ้าหากใครมีนิสัยติดการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ก็ให้ลองพักจากการ
ส่งข้อความบ่อยๆ และยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ หลัง หรือศีรษะ เพื่อเป็นการออก
กำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ

นอน 8 ชั่วโมงดีที่สุดจริงเหรอ?


หลายทศวรรษที่ผ่านมา จิตแพทย์จาก National Institutes of Mental Health ได้ทำการทดลองนำอาสาสมัครมาขังไว้ในห้องทดลองเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยห้องทดลองนี้จะมีช่วงเวลาที่มืดยาวนานถึง 14 ชั่วโมงเพื่อศึกษาว่ามนุษย์เราต้องการเวลานอนมากน้อยแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ต้องการจะนอน
แทนที่อาสาสมัครเหล่านี้จะใช้เวลานอนมากกว่าปกติ แต่พวกเค้ากลับใช้เวลานอนเหมือนกัน นั่นก็คือ 8-9 ชั่วโมง แต่เมื่อเวลาล่วงไปสู่สัปดาห์ที่สี่ พวกเค้าทั้งหมดได้เปลี่ยนรูปแบบการนอน แทนที่จะหลับยาวๆไปเลย แต่พวกเค้าจะหลับ 4-5 ชั่วโมงแล้วตื่นขึ้นมาสองสามชั่วโมง หลังจากนั้นก็หลับต่ออีก 4-5 ชั่วโมง นั่นแสดงให้เห็นว่าการนอนหลับครั้งแรกตอนหัวค่ำจะเป็นการหลับลึก คลื่นสมองจะมีลักษณะเป็น slow wave sleep ในขณะที่การหลับครั้งที่สองตอนใกล้รุ่งเช้าจะเป็นการหลับแบบ REM ที่ทำให้เกิดภาพความฝันชัดเจน
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ช่วงเวลาของการตื่นขึ้นมาระหว่างการหลับทั้งสองครั้งต่างหาก การวัีดคลื่นสมองในช่วงที่ตื่นขึ้นมานี้แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่จะมีความสงบเหมือนกับการนั่งสมาธิอย่างไงอย่างงั้นเลย
ดังนั้นถ้ารูปแบบการนอนในลักษณะนี้เป็นการนอนแบบพื้นฐาน ทำไมเราถึงไม่คุ้นเคยกับมันล่ะ? ถ้าลองมองย้อนกลับไปสองสามร้อยปีก่อน การนอนสองระยะแบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่มันเป็นบรรทัดฐานเลยล่ะ ในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานอ้างอิงหลายร้อยชิ้น (ทั้งในไดอารี่,บันทึกคำให้การในชั้นศาล, ตำราทางการแพทย์และบทประพันธ์ต่างๆ) เกี่ยวกับ “การนอนครั้งแรก” และ “การนอนครั้งที่สอง” และในคู่มือแพทย์ร่วมสมัยของฝรั่งเศสยังให้คำแนะนำว่าการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ตื่นขึ้นมาระหว่างการหลับทั้งสองช่วงจะให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด
ประเด็นของหลักฐานอ้างอิงพวกนี้ก็คือ การนอนหลับแบบสองช่วงได้สิ้นสุดไปในช่วงเดียวกับที่ยุโรปเริ่มมีไฟฟ้าใช้ การที่คนอยู่ยาวได้ตลอดทั้งคืนสามารถทำอะไรได้มีประสิทธิภาพ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดเวลาการนอนทั้งหมดให้น้อยลง แต่มันยังเป็นการสร้างการรับรู้ว่าการนอนโดยไม่ทำอะไรเป็นการปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ซึ่งการรับรู้และค่านิยมแบบนี้มีมากในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้


แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าการนอนหลับต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับคุณนะ เพียงแต่มันไม่ใช่การนอนหลับที่ดีที่สุดเท่านั้นเอง เพราะการตื่นขึ่นมากลางดึก นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราสามารถนั่งสมาธิใช้จัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นถ้าคุณเผลอตื่นขึ้นมากลางดึกก็สบายใจได้และทำตัวชิลๆเข้าไว้