วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


ประโยชน์น้ำมะพร้าว


1.อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย


2.ชะลออาการอัลไซเมอร์


การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติและไม่ทิ้งรอยแผลเป็น


ผิวสวย มะพร้าว


3.ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ผิวสวยด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวถือเป็นจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ไม่เพียงเท่านี้ในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก


4.สปอร์ตดริ๊งค์จากธรรมชาติ 

น้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูงรวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ในประเทศไต้หวันและประเทศจีนยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย


รู้อย่างนี้แล้ว หันมาหาน้ำมะพร้าวดื่มกันดีกว่าเพื่อสุขภาพที่ดี 

"อยากหุ่นสวย" ห้ามทำพฤติกรรมต่อไปนี้!

ใครอยากหุ่นสวยต้องฟังทางนี้เลยนะจ๊ะ เพราะว่าเรามีพฤติกรรมที่ห้ามทำถ้าคุณยัง อยากหุ่นสวย อยู่นะค่ะ เพราะหากว่าคุณยังทำพฤติกรรมต่อไปนี้ที่เรากำลังจะบอกเนี่ยนะ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณบรรทอนความมั่นใจในการอยากหุ่นสวยหุ่นดีได้นะขอบอก แล้วถ้าใครยัง อยากหุ่นสวย อยู่ละก็ให้เลิกพฤติกรรมนี้ซะเดี๋ยวนี้ รับรองว่าหุ่นคุณต้องสวยและเช้งกระเด๊ะอย่างแน่นอนค่ะ เอาล่ะค่ะก่อนที่จะสายเกินแก้จนอ้วนไม่รู้ทำไงเราก็มาฟัง พฤติกรรมห้ามทำ! ของสาว "อยากหุ่นสวย" กันดีกว่าค่ะ

พฤติกรรมห้ามทำ! ของสาว "อยากหุ่นสวย"


1. ทำงานตอนกลางคืน


เวลาเย็นถึงค่ำควรเป็นเวลาที่เราจะได้ผ่อนคลายแต่ถ้าคุณยังขยันนั่งทำโอทีอยู่ ความเครียดนี่ล่ะจะไปกระตุ้นฮอร์โมนให้เกิดการสะสมไขมันที่หน้าท้อง คนที่ยิ่งเครียดจึงมักจะยิ่งลงพุงและถ้าคุณทำงานดึกจนกระเพาะย่อยอาหารเย็นไปหมดแล้ว น้ำย่อยก็จะเริ่มออกมาอาละวาดอีกรอบจนต้องวิ่งหามื้อดึกกันตาลายและนั่นก็เป็นที่มาของไขมันส่วนเกินที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ


2. ให้อาหารเป็นรางวัลตัวเอง


การที่คุณเป็นคนชอบสังสรรค์หรือชอบพาเพื่อน ๆ ไปกินเลี้ยงกันจะทำให้คุณอ้วนเร็วมากแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยพฤติกรรมนี้จะทำให้คุณติดนิสัยการช่างกินอย่างไม่ทันสังเกต


3. ไปซุปเปอร์มาเก็ตตอนหิว


รวมทั้งร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านด้วยเพราะคนที่เดินผ่านขนมเรียงรายสองข้างทางโดยมีน้ำย่อยร้องหาอาหารอยู่ในกระเพาะ มักจะลืมตัวซื้อของกินมากกว่าปกติและมักจะเป็นอาหารต้องห้ามประเภท คุ้กกี้ เค้ก ช็อกโกแลต ที่ไม่มีโอกาสได้กินระหว่างไดเอท



"สปาผิวสวย" ด้วยตัวเองที่บ้าน


เป็นทิปส์เพื่อผิวสวยที่น่ารู้มาก ๆ สำหรับสปาผิวสวยด้วยตัวเองที่บ้าน การมีผิวหน้าที่สวยคือความต้องการของผู้หญิงหลาย ๆ คนแต่ทำไม๊...ทำไมเพียงแค่คำว่าไม่มีเวลาก็กลายเป็นอุปสรรค์ไปซะทุกเรื่อง แต่ถ้าจะเข้าไปนวดหน้าที่สปาก็รู้สึกแพงเหลือเกินทำให้สาว ๆ ส่วนใหญ่ละเลยการดูแลผิวหน้าไปบ้าง...อะไรบ้าง วันนี้เราก็เลยนำเอาวิธีทำ สปาผิวสวย ด้วยตัวเองที่บ้านมาฝากกันค่ะ นี้เป็นวิธีที่คุณสามารทำ สปาผิวสวย ได้ง่าย ๆ ไม่เปลืองเวลามากและสามารถทำเองที่บ้านได้ในวันหยุดอีกด้วยนะค่ะ และที่สำคัญ สปาผิวด้วยตัวเอง ที่บ้านที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ยังไม่เป็นอัตรายต่อผิวพรรณของคุณอีกด้วย เพราะฉะนั้นอยากสวยแบบประหยัดคุณเองก็สามารถทำได้แล้วล่ะค่ะ ว่าแล้วเราก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่า สปาผิวสวยด้วยตัวเองที่บ้านเขามีวิธีอย่างไรบ้าง อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมแล้วเราก็ไปปฏิบัติการสวยแบบประหยัดกันได้เลยค่ะ

4 วิธีทำ สปาผิวสวย ด้วยตัวเองที่บ้าน


1. ทาเคลนเซอร์ที่ใช้ตามปกติลงบนผิวหน้าและลำคอให้ทั่ว ลงมือนวดตั้งแต่ฐานคอขึ้นมาจนถึงแนวขากรรไกร โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เป็นแนววงกลม จากนั้นนวดไปตามแนวขากรรไกร แก้ม ด้านข้างจมูก และคิ้ว โดยนวดไล่จากด้านในไปด้านนอก

2. ไล่นิ้วจากบริเวณใต้ตาเข้าไปทางจมูกแล้ววกกลับขึ้นไปทางหน้าผาก จากนั้นใช้ฝ่ามือลูบจากคอขึ้นมาและจากกึ่งกลางใบหน้าออกไปด้านนอกเสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

3. ทาผลิตภัณฑ์ขัดผิวลงบนผิวหน้าในขณะแห้งแล้วนวดเป็นแนววงกลมให้ทั่วใบหน้า จากนั้นจึงเติมน้ำลงไปแล้วนวดต่ออีกรอบเสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทามาส์กพอกหน้าตามลงไปทันทีหลังล้างหน้าเสร็จปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนดแล้วล้างน้ำออก

4. จบด้วยการทาครีมบำรุงตามลงไปทันที โดยใช้วิธีการนวดแบบเดียวกับตอนใช้เคลนเซอร์


สารให้ความหวาน กับสุขภาพที่ดี

น้ำตาลบ่อเกิดแห่ง ความอ้วน และ โรคอ้วน ตามมา จึงมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่หันมาเพิ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย เพื่อให้คนตนเองได้บริโภคอาหารได้อย่างเต็มที่ที่เรียกกันว่า เอ็นจอยอีสทิน (Enjoy Eating) โดยไม่ต้องกลัวอ้วนหรือแคร์ว่าน้ำหนักจะขึ้น แต่อย่างไรก็ดีสารให้ความหวาน (Artificial Sweetener) มีทั้งประโยชน์และก็โทษในตัวมันเองด้วย ฉะันั้นเพื่อการใช้สารให้ความหวานได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เราได้มีสุขภาพที่ดีก็ควรจะหันมาใส่ใจและศึกษากันสักนิด แล้วเรื่อง โรคอ้วน หรือ น้ำหนักขึ้น คุณก็จะลืมมันได้เลย



สารให้ความหวาน คือ


สารเคมีที่ให้ความหวานแบบเดียวกับน้ำตาลแต่มีแคลอรี่ต่ำ และเนื่องจากมันมีความหวานมากกว่าน้ำตาลมันจึงใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ให้ความหวานเท่ากัน คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานสารให้ความหวานได้ โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่จำไว้ว่าถ้าคุณเป็นเบาหวานอาหารบางอย่างที่มีสารให้ความหวานผสมอยู่ยังอาจมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในอาหารนั้น นอกจากนี้สารให้ความหวานอย่างเช่น ซอร์บิทอล (Sorbital) หรือแมนนิทอล (Mannital) ที่มีแคลอรี ก็ยังสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้

สารให้ความหวาน อันตราย ความปลอดภัย


สารให้ความหวานมักถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายอย่างรวมทั้งมะเร็ง อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า สารให้ความหวานที่ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในสหรัฐฯ ก่อให้เกิดมะเร็ง และการศึกษาจำนวนมากก็ยืนยันว่า สารให้ความหวานเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไปอย่างไรก็ตามสารให้ความหวานที่ ชื่อแอสปาร์แตม (Aspartame) อาจมีข้อควรระวังอยู่บ้างนั่นคือมันไม่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมากที่ชื่อว่า โรค Phenyketonuria หรือ PKU


สารให้ความหวานแทนน้ำตาล


แต่ก็ยังคงไม่มีคุณค่าการเอาน้ำตาลออกจากคุกกี้หรือช็อกโกแลตไม่ได้ทำให้มันเป็นอาหารไขมันต่ำหรือแคลอรีต่ำแต่อย่างใด ถ้าคุณกินมากเกินไปคุณก็จะได้แคลอรีมากกว่าที่ต้องการและอาจไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอด้วย เพราะเครื่องดื่มหรือของหวานปราศจากน้ำตาลมักให้คุณค่าทางอาหารน้อยมากหรือไม่มีเลย จงใช้สารให้ความหวานอย่างสมเหตุผล เช่น มันโอ.เค. ที่จะดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอ็ตแทนน้ำอัดลมปกติ แต่น้ำอัดลมแบบไดเอ็ตก็ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวของคุณ



ระวัง! น้ำตาลที่ไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาล


บ่อยครั้งที่อาหารซึ่งไม่มีคำว่า น้ำตาล (Sugar) อยู่ในรายการของส่วนผสมเลยกลับมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณมาก นั่นเพราะน้ำตาลไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาลเสมอไป ดังนั้น ถ้าคุณพบชื่อต่อไปนี้อยู่ในอาหารไม่ว่าจะเป็นแล็กโตส (Lactose) มัลโตส (Maltose) เด็กซ์โตรส (Dextrose) กลูโคส (Glucose) หรือซูโครส (Sucrose) จำไว้ว่า มันก็คือน้ำตาลนั่นเอง


หยุดความอยากกินน้ำตาลได้อย่างไร


การตัดลดน้ำตาลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีเคล็ดลับบางอย่างที่อาจช่วยได้ งานวิจัยในสัตว์ทดลองเผยว่า น้ำตาลทำให้เสพติดได้โดยงานศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยพรินสตันเมื่อไม่นานมานี้พบว่า หนูที่ได้รับน้ำตาลมากเกินไปต้องทรมานอย่างมากเมื่อถูกงดให้น้ำตาล แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการศึกษาที่เป็นหลักฐานในมนุษย์ที่พิสูจน์ได้ว่า มันมีการเสพติดอย่างเดียวกับแอลกอฮอล์หรือยา แต่บ่อยครั้งที่อาหารที่มีน้ำตาลสูงมักมีไขมันสูงด้วยซึ่งไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรอบเอวของคุณ ดังนั้น ถ้าอยากเอาชนะความอยากกินของหวานเรามีเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญมาฝาก คลิ๊ก!!! สูตรการลดน้ำหนัก

"สูตรล้างพิษ" ในร่างกายด้วยตัวเอง


สมัยนี้การล้างพิษได้รับความนิยมอย่างมากเพราะหลายคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและร่างกายกันมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีสูตรล้างพิษ 1 วัน ในร่างกายด้วยตัวเองมาฝากกันอีกด้วยค่ะ ด้วย สูตรล้างพิษ นี้จะช่วยให้คุณนั้นมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เลือดลมหมุนเวียนคล่อง แล้วถ้าใช้ สูตรล้างพิษ นี้กันเป็นประจำก็จะช่วยให้คุณนั้นห่างไกลจากโรคมะเร็ง หอบหืด เบาหวาน ภูมิคุ้นกันบกพร่อง แล้วที่สำคัญสำหรับคุณผู้หญิงเลยก็คือ สูตรการล้างพิษ นี้ยังช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักนั่นเองค่ะ



สูตรล้างพิษ 1 วัน


หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 แคลอรี่ เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า


1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่างเช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยากทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วนสับปะรดนั้นมีกรดสูงมากถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้


2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุกหรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้นไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด


3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุดหรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้


4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป


5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้าคุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระหลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้าสารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิมทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

- วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว


อุปกรณ์

1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด

2. มะนาว 4 ลูก

3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน


- วิธีทำ


1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน


2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ


3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคืออาการปกติหลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้


กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



ขาดมือถือไม่ได้ โรคใหม่ในโลกไฮเทค



หากคุณมีอาการกระวนกระวายในยามที่ออกไปนอกบ้านและพบว่าลืมหยิบ
โทรศัพท์มือถือมาด้วย ก็มีความเป็นไปได้ว่าคุณจะเป็น โรค "nomophobia" หรือ
"no-mobile-phobia" โรคสุดฮิตในหมู่คนรักเทคโนโลยีแล้ว

ผลการสำรวจในอังกฤษที่จัดทำโดยบริษัทเทคโนดลยี SecureEnvoy ระบุว่า จากจำนวน
คนที่ทำการสำรวจทั้งหมด 1,000 คน มีมากถึงสองในสามที่ยอมรับว่าพวกเขากลัวที่จะอยู่
โดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มากขึ้นกว่าเมื่อ 4 ปีก่อน ถึงร้อยละ 53
"ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเป็น Nomophobia มากกว่าผู้ชาย เพราะผู้ชายมักพกมือถือที
ละ 2 เครื่อง"
คนที่มีอาการแบบนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนในอายุ 18-24 ปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ตามมาด้วย
กลุ่มคนอายุ 25-34 คิดเป็นร้อยละ 68 และผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึ่งเรียกกันว่า
nomophobic นี้ มากกว่าผู้ชายอยู่ร้อยละ 9 โดยที่นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ผู้หญิงมีแนวโน้ม
จะมีอาการกระวนกระวายเมื่อไม่มีโทรศัพท์มือถือมากกว่าผู้ชาย น่าจะเป็นเพราะผู้ชายมักจะ
พกโทรศัพท์มือถือทีละสองเครื่อง

เว็บไซต์ allAboutCounseling.com ให้ข้อมุลเกี่ยวกับอาการของโรค nomophobia ว่า
ประกอบด้วย อาการตัวสั่น เหงื่อออก และคลื่นไส้ ในตอนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว
นอกเหนือจากนี้ คนที่มีนิสัยหมกมุ่นกับการคอยตรวจดูมือถือตลอดเวลาและมักจะกังวลว่า
โทรศัพท์วางอยู่ถูกที่หรือเปล่า ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับคนที่กำลังเป็นโรค nomophobic วิธีการรักษาที่แนะนำก็คือ การให้ลองใช้ชีวิต
โดยปราศจากมือถือช่วงหนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงความคิดในแง่ลบ และใช้เทคนิคการ
หายใจเข้าออกหรือการทำโยคะ และสำหรับคนที่มีอาการกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถเชื่อ
มต่อกับโลกภายนอกได้โดยไม่มีมือถือ ก็แสดงว่าถึงเวลาที่ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว

ไม่เพียงแต่อาการทางด้านจิตใจเท่านั้น แต่แพทย์หลายคนก็ได้ระบุเอาไว้ว่า การอยู่ในท่า
ก้มตัวเพื่อใช้โทรศัพท์มือถือจะก่อให้เกิดอาการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การปวดคอ ปวดหัว
และเจ็บไหล่ไปจนถึงอาการเจ็บแขนและมือ ซึ่งก็เป็นโรคที่มีคนนิยามชื่อให้ว่า Text neck
นั่นเอง ดังนั้นถ้าหากใครมีนิสัยติดการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ก็ให้ลองพักจากการ
ส่งข้อความบ่อยๆ และยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เช่น คอ หลัง หรือศีรษะ เพื่อเป็นการออก
กำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ

นอน 8 ชั่วโมงดีที่สุดจริงเหรอ?


หลายทศวรรษที่ผ่านมา จิตแพทย์จาก National Institutes of Mental Health ได้ทำการทดลองนำอาสาสมัครมาขังไว้ในห้องทดลองเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยห้องทดลองนี้จะมีช่วงเวลาที่มืดยาวนานถึง 14 ชั่วโมงเพื่อศึกษาว่ามนุษย์เราต้องการเวลานอนมากน้อยแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ต้องการจะนอน
แทนที่อาสาสมัครเหล่านี้จะใช้เวลานอนมากกว่าปกติ แต่พวกเค้ากลับใช้เวลานอนเหมือนกัน นั่นก็คือ 8-9 ชั่วโมง แต่เมื่อเวลาล่วงไปสู่สัปดาห์ที่สี่ พวกเค้าทั้งหมดได้เปลี่ยนรูปแบบการนอน แทนที่จะหลับยาวๆไปเลย แต่พวกเค้าจะหลับ 4-5 ชั่วโมงแล้วตื่นขึ้นมาสองสามชั่วโมง หลังจากนั้นก็หลับต่ออีก 4-5 ชั่วโมง นั่นแสดงให้เห็นว่าการนอนหลับครั้งแรกตอนหัวค่ำจะเป็นการหลับลึก คลื่นสมองจะมีลักษณะเป็น slow wave sleep ในขณะที่การหลับครั้งที่สองตอนใกล้รุ่งเช้าจะเป็นการหลับแบบ REM ที่ทำให้เกิดภาพความฝันชัดเจน
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ช่วงเวลาของการตื่นขึ้นมาระหว่างการหลับทั้งสองครั้งต่างหาก การวัีดคลื่นสมองในช่วงที่ตื่นขึ้นมานี้แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่จะมีความสงบเหมือนกับการนั่งสมาธิอย่างไงอย่างงั้นเลย
ดังนั้นถ้ารูปแบบการนอนในลักษณะนี้เป็นการนอนแบบพื้นฐาน ทำไมเราถึงไม่คุ้นเคยกับมันล่ะ? ถ้าลองมองย้อนกลับไปสองสามร้อยปีก่อน การนอนสองระยะแบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่มันเป็นบรรทัดฐานเลยล่ะ ในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานอ้างอิงหลายร้อยชิ้น (ทั้งในไดอารี่,บันทึกคำให้การในชั้นศาล, ตำราทางการแพทย์และบทประพันธ์ต่างๆ) เกี่ยวกับ “การนอนครั้งแรก” และ “การนอนครั้งที่สอง” และในคู่มือแพทย์ร่วมสมัยของฝรั่งเศสยังให้คำแนะนำว่าการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ตื่นขึ้นมาระหว่างการหลับทั้งสองช่วงจะให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด
ประเด็นของหลักฐานอ้างอิงพวกนี้ก็คือ การนอนหลับแบบสองช่วงได้สิ้นสุดไปในช่วงเดียวกับที่ยุโรปเริ่มมีไฟฟ้าใช้ การที่คนอยู่ยาวได้ตลอดทั้งคืนสามารถทำอะไรได้มีประสิทธิภาพ ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นการลดเวลาการนอนทั้งหมดให้น้อยลง แต่มันยังเป็นการสร้างการรับรู้ว่าการนอนโดยไม่ทำอะไรเป็นการปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ซึ่งการรับรู้และค่านิยมแบบนี้มีมากในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมและยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้


แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าการนอนหลับต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับคุณนะ เพียงแต่มันไม่ใช่การนอนหลับที่ดีที่สุดเท่านั้นเอง เพราะการตื่นขึ่นมากลางดึก นั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราสามารถนั่งสมาธิใช้จัดการกับความเครียดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นถ้าคุณเผลอตื่นขึ้นมากลางดึกก็สบายใจได้และทำตัวชิลๆเข้าไว้


วิธีเช็คตัวเอง...กำลังจะเป็น "โรคติดเน็ต"?


ดร.คิมเบอร์ลี ยัง (Kimberly Young) จากมหาวิทยาลัยการแพทย์พิตซ์เบิร์ก (University of Pittsburgh Medical School) นำเสนองานวิจัยเรื่อง ′การติดเน็ต : การเกิดของโรคชนิดใหม่′ (Internet Addiction : The Emergence of a New Disorder) ต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน เมื่อประมาณ 16 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เป็นที่ยอมรับในวงการจิตแพทย์ในขณะนั้น และยังถูกวิจารณ์ว่าไม่ใช่อาการป่วยเหมือนการติดเหล้า บุหรี่หรือการพนัน แต่ปัจจุบันประเทศที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี จีน ต่างยอมรับตรงกันว่าการติดอินเตอร์เน็ตเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข

โรค ติดอินเตอร์เน็ต (Internet Addiction Disorder หรือ IAD) เป็นกลุ่มอาการทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ตในการเสพข้อมูลข่าวสารมากเกินไป แตกต่างกับการติดสื่ออื่นๆ คือผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตจะสามารถโต้ตอบกับผู้ที่เข้ามาใช้คนอื่นๆ ได้ทันที ซึ่งทำให้โลกของอินเตอร์เน็ตเป็นเหมือนโลกอีกโลกหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึก ว่าตัวเองมีตัวตนในโลกนั้นได้โดยปราศจากกฎเกณฑ์ไร้ขอบเขตในการเดินทาง และสร้างตัวตนตามที่ต้องการได้

บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ในอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะการสร้างเป็นสังคมเสมือน(Virtual Community) เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โปรแกรมแช็ต เว็บบอร์ด หรือแม้กระทั่งเกมออนไลน์ ถ้าหากผู้ใช้ยึดติดกับสังคมในโลกของอินเตอร์เน็ตจนแยกไม่ออกระหว่างโลกของความจริงและโลกเสมือน จะนำมาซึ่งสาเหตุของโรคติดอินเตอร์เน็ตได้ ก่อให้เกิดผลเสียกับระบบร่างกาย กระทบต่อการเรียน สภาพสังคม ทำให้เสียเวลา เสียสุขภาพ เสียความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง และหน้าที่การงาน บางคนเป็นหนักมีอาการเช่นเดียวกับติดยาเสพติด

ตามการวิเคราะห์ของดร.คิมเบอร์ลี หากในเวลามากกว่าหนึ่งปีบุคคลใดมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 4 ข้อน่าจะเข้าข่ายการเป็นโรคติดอินเตอร์เน็ต คือ

1.หมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ต

2.ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นเรื่อยๆ

3.ควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้

4.รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้

5.คิดว่าเมื่อใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว ทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น

6.ใช้เป็นอินเตอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา

7.หลอกคนในครอบครัว หรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของตนเอง

8.มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเตอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวน กระวาย

มีข้อแนะนำจากหนังสือคู่มือและแนวทางการประเมินและรักษาการติดอินเตอร์เน็ต ระบุว่าวิธีการบำบัดที่ได้ผลคือการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ อาจคุยกับพ่อแม่ การเข้ากลุ่ม หรือเข้าศูนย์ฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีผู้แนะนำกลยุทธ์พิชิตอาการติดเน็ตไว้ดังนี้คือ

1.ถามตัวเองว่า ′ฉันพลาดอะไรไปบ้างเมื่อเล่นเน็ต′ จดลงกระดาษ และลดชั่วโมงการเล่นเน็ตลงเพื่อไปทำกิจกรรมนั้น

2.กำหนดเป้าหมายการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างสมเหตุสมผลแล้วทำตามนั้นให้ได้

3.เปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน

4.มองหาเพื่อนและคนรู้จักที่ไม่ติดเน็ตเพื่อจะได้รู้ว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแค่โลกออนไลน์เท่านั้น

5.อยู่กับโลกแห่งความจริงมากขึ้น เดินตามร้านหนังสือ เยี่ยมพิพิธภัณฑ์ หรืออ่านหนังสือดีๆ ที่หาไม่ได้ในโลกออนไลน์

6.ให้อินเตอร์เน็ตเป็นแค่เครื่องมือแต่อย่าตกเป็นเครื่องมือของอินเตอร์เน็ตวางแผนให้ดีว่าจะใช้เพื่อหาข้อมูลหรือเพื่อความบันเทิง

ส้วมหรรษา ชอบแบบไหน เลือกเลย







จะหน้าใช้มากกว่าเดิมหรือจะสยองมากกว่าเดิมก็ไม่รู้ บางอันก็เหมือนคนมองตลอดเวลา ชอบแบบไหนก็เลือกกันตามใจเลยจ้าาาา ^^

ของเล่นที่เก่าที่สุดในโลกคือ…



แม้ว่า National Toy Hall of Fame จะเคยมอบรางวัลของเล่นที่เก่าแก่ที่สุดให้กับแท่งไม้ ซึ่งมันใช้ทำอะไรต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะใช้ขว้างให้สุนัขไปคาบมา,ใช้แทนดาบกวัดแกว่งสู้กัน หรือประยุกต์ใช้กับการละเล่นอื่นๆได้อย่างไม่มีจำกัด
Edward Bleiberg หัวหน้าผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะอียิปต์แห่ง Brooklyn Museum กล่าวว่าอาจจะมีของเล่นที่เก่าแก่กว่าแท่งไม้ เพียงแต่ยังขาดหลักฐานยืนยันเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น ลูกบอลที่ทำจากดินในยุคหินเก่าอาจจะเป็นของเล่นที่เก่าที่สุดก็ได้ แต่มันก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าคนสมัยโบราณใช้มันเป็นเครื่องเล่นจริงๆหรือเปล่า
หรือในปี 2004 นักโบราณคดีได้ขุดพบหัวของตุ๊กตาหินอายุ 4,000 ปีในซากปรักหักพังของหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเกาะทราปานี ประเทศอิตาลี ซึ่งหัวตุ๊กตาที่พบนี้ไม่ได้ถูกค้นพบในบริเวณสำหรับสักการะบูชา แถมมันยังมีลักษณะต่างจากตุ๊กตาหุ่นมนุษย์ในสมัยโบราณ หัวของหุ่นตัวนี้จะมีผมหยักศกและถูกฝังคู่กับชุดเครื่องครัวขนาดเล็กซึ่งมันอาจจะถูกใช้เป็นของเล่นก็ได้
Bleiberg กล่าวว่านักโบราณคดีได้ค้นพบตุ๊กตาไม้เป็นจำนวนมากในหลุมฝังศพของชาวอียิปต์ซึ่งมีอายุหลายพันปี ตุ๊กตาเหล่านี้จะถูกแกะสลักด้วยสัญลักษณ์เอาไว้ ดังนั้นจุดประสงค์ของมันอาจจะไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเป็นของเล่นอย่างแน่นอน
เกมหรือการละเล่นอาจจะเป็นอะไรที่เก่าแก่กว่าตุ๊กตา ในยุคอียิปต์โบราณ มีการเล่น senet (เกมกระดานที่มีลักษณะคล้ายกับเกม backgammon ในยุคปัจจุบัน) มันปรากฏอยู่บนภาพบนกำแพงตั้งแต่ปี 2686 ก่อนคริสตศักราช เด็กอียิปต์ในสมัยนั้นอาจจะไม่ได้เล่น senet แต่พวกเค้าจะชอบเล่นหมากเก็บมากกว่า

สิ่งที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับปากกาไฮไลท์


แต่สิ่งเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงยุค 1960s เมื่อนักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Yukio Horie ได้สร้างปากกาหัวสักหลาดที่ใช้หมึกสูตรน้ำเป็นไส้ใน เค้าใช้กลศาสตร์การไหลของของเหลวในการดึงหมึกให้กระจายเข้าไปอยู่ทั่วไส้ในของปากกา เมื่อหัวปากกาถูกกดลงไปบนกระดาษหมึกก็จะไหลติดกระดาษไปตามแรงกดนั้น
หลังจากนั้นในปี 1963 บริษัท Carter ยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อสิ่งพิมพ์จากแมสซาชูเซตส์ได้ผลิตปากกาแบบเดียวกัน โดยใช้หมึกแบบบางๆที่เมื่อขีดลงไปบนกระดาษแล้ว ช่วยดึงดูดสายตาได้ดีมาก การเลือกใช้หมึกสีก็มีความสำคัญเช่นกัน การใช้สีเหลืองและสีชมพูบางๆที่สามารถมองทะลุเห็นตัวหนังสือได้ นอกจากจะช่วยดึงความสนใจจากสายตาแล้วมันยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการอ่านอีกด้วย นอกจากนี้สีสูตรน้ำที่ใช้จะมีข้อดีต่างจากสีสูตรแอลกอฮอล์ที่เมื่อเวลาใช้ขีดไปแล้วกระดาษจะไม่เปื่อยจนทะลุค่ะ พวกเค้าตั้งชื่อปากกานี้ว่า Hi-Liter คนก็เลยเรียกชื่อนี้ติดปากกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในช่วงปี 1970s ปากกาไฮไลท์ก็กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการขีดเน้นข้อความ ต่อมาในปี 1978 บริษัท Dennison ก็ได้ซื้อกิจการของบริษัท Carter แล้วพัฒนาปากกาไฮไลท์ตัวนี้ต่อ จนได้นวัตกรรมที่สุดยอดนั่นคือ การผลิตหมึกแบบเรืองแสง (fluorescent colors) หมึกนี้จะดูดซับรังสียูวีแล้วปล่อยออกมาในสเปคตรัมที่ตามองเห็นได้ และซีคงไม่ต้องบอกว่ามันขายดีมากขนาดไหน (ปัจจุบันปากกาไฮไลท์สีที่ดีขายดีที่สุดก็คือ สีเหลืองและสีชมพู ซึ่งทั้งสองสีนี้มียอดขายรวมกันถึง 85% ของจำนวนปากกาไฮไลท์ที่ขายได้ทั้งหมด)
ช่วงต้นของยุค 1980s ปากกาไฮไลท์ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการแข่งขันที่สูง จนเราได้เห็นนวัตกรรมที่ใหม่บ้างแปลกบ้าง เช่น เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ผลิตหัวเพื่อให้หมึกไหลออกมาได้ดีและเรียบขึ้น, การทำปากกาสองหัวที่มีไฮไลท์และหมึกซึมอยู่ในด้ามเดียว หรือการทำปากกาไฮไลท์ที่มีกลิ่นพิซซ่า เป็นต้น พอเข้าสู่ยุคดิจิตอลการไฮไลท์ข้อความก็ยังได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย ในโปรแกรมประเภทจัดการไฟล์เอกสารหรือซอฟท์แวร์ e-reader ก้ได้ใส่ฟีเจอร์ไฮไลท์ข้อความมาให้ด้วย  เรียกว่าการไฮไลท์ข้อความก็พัฒนาตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหมือนกัน


เมืองไทยในสายตาฝรั่ง เมื่อ 36 ปีที่แล้ว!!!!

บทความนี้ตีพิมพ์เมื่อ มีนาคม 2519 เอา 2555 - 2519 = 36 ปีที่แล้ว ดูซิว่าฝรั่งมองเมืองไทยเราว่ายังไง ต่างจากเดิมหรือไม่!! ยาวหน่อยนะ ^^

.....................................................
โฉมหน้าเมืองไทยในสายตาฝรั่ง

(แปลจากบันทึกของ เจอรรี่ แคนตัน แห่ง ร.ร.นานาชาติ กรุงเทพ โดย สมิงพระประแดง)
คำ ว่า “ไทย” แปลว่า อิสระ ลักษณะความเป็นไปในประเทศนี้จึงอิสระเสรีมาก ทุกอย่างเป็นไปตามสบาย ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน สมกับคำขวัญประจำชาติที่ว่า “ทำได้ตามใจคือไทยแท้” เป็นดินแดนแห่งการยิ้มและการให้อภัย ซึ่งเป็นผลให้ตนเองต้องประสบความลำบากทุกข์ยากจนต้องยิ้มแห้งๆอยู่เสมอ แต่คนไทยทุกคนก็ยังพูดว่า “ไม่เป็นไร” และเขาก็อยู่กันได้โดยไม่เป็นอะไรตามแบบของเขาได้จริงๆ ประเทศไทยจึงเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่น่าศึกษามาก.

ที่ตั้ง อยู่ในทวีปเอเชียใกล้เส้นศูนย์สูตร มีพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางไมล์ รูปพรรณสันฐานของประเทศคล้ายขวานหินเก่าๆ แต่คนไทยถือว่าประเทศของเขามั่งคั่งร่ำรวยที่สุด จึงเรียกแผ่นดินนี้ว่า “ขวานทองของไทย”.

อาณาเขต ทิศเหนือติดพม่าและลาว ตะวันออกติดลางและเขมร ทิศใต้ติดมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดพม่า แต่ตกมาถึง พ.ศ. 2518 เส้นกั้นอาณาเขตแต่ละทิศดูไม่แน่นอนเอาเสียเลย ลาวบอกว่าแม่น้ำโขงรวมทั้ง 16 จังหวัดภาคอีสานเป็นของเขา เขมาเขยิบเข้ามาทางปราจีนบุรี ส่วนมาเลเซียลงมือเยื้อแย่ง 3 จังหวัดภาคใต้อย่างไม่ลดละ เรื่องนี้คนในบางกอกสนใจฮือฮากันเป็นพักๆ.

ภูมิประเทศ ภาคกลางเป็นที่ราบกว้างใหญ่ใช้ทำไร่ไถนา ภาคเหนือเป็นภูเขาและป่าไม้ ภาคใต้เป็นสวนยาง และเหมืองแร่อยู่ติดทะเล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูงอันแห้งแล้ง แต่กล่าวโดยทั่วไป พื้นที่ทุกภาคของประเทศประกอบด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธารที่เอื้ออาทรต่อ การทำเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันไม้ในป่าเมืองไทยถูกโค่นล้มทำไร่มันสำปะหลังเกือบหมดแล้ว ต้นน้ำลำธารจึงแห้งขอด ภูเขากลายเป็นเขาหัวโล้นฝนแล้ง คาดว่าแผ่นดินไทยจะกลายเป็นทะเลทรายไปทั้งประเทศในไม่ช้านี้.

ดิน ฟ้าอากาศ ประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม จึงเคยมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว แต่เดี๋ยวนี้เอาแน่นอนไม่ค่อยได้ หน้าหนาวฝนอาจตกแฉ่ๆ หน้าฝนกลับแห้งแล้งร้อนตับแทบแตก ฝนจริงถ้าจะตกก็มาตกในเมืองบางกกอก ไร่นาบ้านนอกจึงมีแต่ฝนเทียม ที่ดินฟ้าอากาศคุ้มดีคุ้มร้ายและเกิดอุทกภัยเป็นเทศกาลประจำปีเช่นนี้ก็ เพราะป่าถูกทำลาย ดังกล่าวแล้ว แต่ทุกวันนี้การลักลอบตัดไม้ก็ยังคงดำเนินไปอย่างอุตลุด จึงเป็นที่เชื่อได้ว่า ต่อไปประเทศไทยจะมีแต่ฤดูเป็นบ้าหรือ ร้อนจริงโว้ยอย่างเดียวตลอดปี.

การเดินทาง ชาวต่างประเทศจะเดินทางมาเมืองไทยได้ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ซึ่งก็จำเป็นจะต้องเสียเวลาทำพาสปอร์ต วีซ่า ต้องผจญภัยกับวิธีในการตรวจคนเข้าเมืองอันยุ่งยาก แล้วก็อยู่เมืองไทยได้ไม่กี่วัน วิธีที่สะดวกที่สุดจึงควรมาทางใต้ดินคือเสียเงินให้หน้าม้าแล้วก็ไม่ทำอะไร จะมีคนไปเชิญเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย พร้อมทั้งเตรียมบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านไว้ให้อย่างเรียบร้อย สามารถอยู่อาศัยทำอะไรต่ออะไรในเมืองไทยได้หลายร้อยปี วิธีนี้จึงเป็นที่นิยมกันมาก ติดต่อหน้าม้าตามชายแดนทั้ง 4 ทิศ.

ประวัติ ชาวไทยเป็นชนชาติใหญ่ที่เก่าแก่ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่มณฑลยูนานในจีนแดง แต่ถูกจีนแทรกแซงรุกรานทั้งทางทหาร และทางเศรษฐกิจย่ำแย่ จะสู้รบก็สู้ไม่ไหวเพราะคนน้อยกว่า ทำมาหากินก็สู้ไม่ได้ เพราะขยันน้อยกว่าจึงพากันอพยพถอยร่นมาทางทิศใต้ คนไทยที่รักเสรีกลุ่มใหญ่ที่สุดซึ่งเรียกตัวเองว่า “ไทยน้อย” ได้ถอยล่วงหน้ามาจนเห็นว่าขืนถอยต่อไปต้องตกทะเลแน่จึงหยุดตั้งหลักอยู่ใน ประเทศไทยในปัจจุบัน จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของเมืองไทยคือ เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครเลย นับเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่น่ายกย่องมาก.

พลเมือง มี 43 ล้านคน ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นคนเจ้าสำราญ ทำอะไรไม่ค่อยจริงจัง และเชื่อคนง่าย ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตประจำวันของคนไทย จึงได้แก่นักโฆษณาเพราะไม่ว่าจะโฆษณาว่าอะไรดี คนไทยจะเชื่อเชื่อและทำตามทันที แล้วคนอื่นก็จะรีบเอาอย่างโดยไม่ชักช้า คนไทยเดี๋ยวนี้จะตำน้ำพริกต้องใส่ผงชูรส จะนอนกับเมียต้องดื่มลิโพวิตันดี ตื่นนอนตอนเช้าต้องดื่มยาคูลท์ ฯลฯ สุดแท้แต่จะถูกหลอกหรือขู่เข็ญให้ทำอะไร ถึงแม้จะมีใครมาบอกว่าอาจทำให้เกิดโทษหรือไร้ประโยชน์อย่างไรก็ทำไม่รู้ไม่ ชี้เพราะความเคยตัวและกลัวจะเป็นคนไม่ทันสมัย.

การปกครอง ประเทศไทยมีการปกครองแบบสมบูรณายาสิทธิราช มาแต่ดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2479 เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ โดยเหล่าทหารหาญตบเท้าพาเหรดเวียนเทียนเปลี่ยนกันขึ้นครองอำนาจ โดยการปฏิวัติเป็นว่าเล่นจนถึง 14 ตุลา 2516 จึงเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยนายทุนใช้กฎหมู่ปนกฎหมายพัลวัน เกแบบไทยๆสนุกดีแต่เขาก็อยู่เขาได้สนุกดี.

ศาสนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ความจริงคนไทยนับถือศาสนาพุทธปนพราหมณ์ และไม่รังเกียจศาสนาอื่น ในประเทศจึงมีวัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด ศาลเจ้าคละเคล้าปะปนกันไปทุกแห่ง สำหรับวัดในพระพุทธศาสนาเดี๋ยวนี้เจ้าอาวาสวัดบ้านนอกแข่งกันสร้างโบสถ์และ พระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก วัดในบางกอกรีบแบ่งที่ดินออกขายหรือปลูกตึกแถวเก็บค่าเช่า พระลูกวัดเลยชักจะหันไปเอาดีทางนัดชุมนุมและเดินขบวน ทำให้เศียรพระพุทธรูปในวัดต้องร่อยหรอลงไปทุกทีเพราะไม่มีใครดูแล.

ภาษา ชาวไทยมีภาษาของตนเอง ภาษาไทยแปลกมาก ตรงที่มีระดับเสียงถึง 5 เสียง และมีการกำหนดเสียงแน่นอนไว้ทุกคำ ถ้าออกเสียงสูงหรือต่ำไปนิดเดียวความหมายอาจเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ นับเป็นสิ่งยุ่งยากสำหรับชาวต่างประเทศที่อยากพูดภาษาไทยเป็นอันมาก แต่การฟังคนไทยพูดนั้นถึงไม่รู้เรื่องก็ฟังสนุก เพราะมีเสียงสูงๆต่ำๆไพเราะเหมือนเครื่องดนตรี ตัวอักษรไทยมีความพิศดารไม่แพ้กัน คำหลายๆคำเขาจะเขียนติดกันเป็นพืดยืดยาวยังกับขบวนรถไฟ นานๆจึงจะหยุดพักเหนื่อยสักทีหนึ่ง ไม่เขียนเป็นคำๆ ไม่มีเครื่องหมายพูลสตอป ไม่มีคอมม่า ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่กลับมีสระ เครื่องหมายบังคับเสียงทั้งข้างบนข้างล่างมากมายน่าปวดหัวยิ่งนัก แต่ถึงอย่างไนภาษาไทยก็มีรูปแบบที่นับว่าก้าวหน้ากว่าภาษาจีนหรือภาษา ญี่ปุ่นอย่างมาก.

เมืองสำคัญ มีเมืองเดียวคือ บางกอก เพราะเป็นทั้งเมืองหลวง เมืองเก่า เมืองอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการพาณิช ความเจริญทุกอย่างรวมอยู่ที่บางกอกหมด คนไทยส่วนมากโดยเฉพาะคนที่เป็นใหญ่เป็นโต จึงถือว่าบางกอกก็คือประเทศไทย เมื่อก่อนเคยใช่สมญาว่า “เวนิสตะวันออก” เพราะมีคลองมาก แต่เดี๋ยวนี้ถูกถมทำถนนจนหมดแล้ว เหลือแต่คลองน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นอยู่ 2-3 สาย ชาวเวนิสตัวจริงกลัวพลอยเหม็นไปด้วยเลยห้ามใช้ชื่อนี้อีก แต่บางกอกก็มีจุดเด่นอย่างใหม่ที่ประทับใจชาวต่างประเทศมากที่สุดคือ สถานอาบอบนวด หมอนวดสาวไทยให้บริการแปลกใหม่พิลึกพิลั่นชั้นสุดยอดจนดังสนั่นไปทั่วโลก ในบางกอกมีสถานอาบอบนวดมากมายหลายร้อยแห่ง เมื่อบวกกับไลฟ็โชว์ในบาร์แถวพัฒพงน์ ที่สำแดงลามกกว่าชาติใดๆ จึงทำให้บางกอกได้รับสมญาใหม่อย่างโก้หรูว่า “ฟักกิ้งซิตี้”(เมืองเอากัน).

ทรัพยากร ธรรมชาติ ภาคเหนือภาคตะวันออกเคยมีป่าไม้ ภาคใต้เคยมีสวนยางและเหมืองแร่ แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เกิดมีคำขวัญในหมู่คนไทยพวกหนึ่งว่า “ป่าไม้เป็นทรัพยากร ของธรรมชาติ ผู้ใดทำลายป่าไม้ผู้นั้นย่อมรวยอื้อซ่ามาก” เป็นเหตุให้เกิดมหกรรมทำลายป่าครึกโครมไปทั่วประเทศ ไม้ในป่าเมืองไทยปัจจุบันจึง***นเตียนหมดแล้ว สวนยางภาคใต้ที่หมดอายุก็แห้งตาย ที่ต้นยังดีๆโจรภาคใต้ก็ห้ามกรีดเด็ดขาด เหมืองแร่ใหญ่ๆรัฐบาลไทยก็ยกให้ฝรั่งทำหมด ทรัพยากรณ์ที่สำคัญของไทยจึงไม่มี

สินค้าออก สินค้าออกที่สำคัญของไทยได้แก่คน เนื่องจากทรัพยากรต่างๆถูกทำลายหรือขายให้คนต่างชาติหมด ผู้ชายไทยจึงรับจ้างรบทั่วเอเชียอาคเนย์ หมอไทยไปเป็นลูกจ้างหมอฝรั่งในสหรัฐ นักมวยไทยไปรับจ้างล้มมวยให้นักมวยญี่ปุ่นที่เขาพยายามฝึกหัดมวยไทย ส่วนผู้หญิงไทยไปเป็นหมอนวด โสเภณีที่ฮ่องกง ยุโรปและอเมริการ สินค้าไทยเหล่านี้คุณภาพดี แต่ราคาถูกจึงเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศมาก ปัจจุบันตลาดฆ่าคนในเอเชียถูกปิดกิจการ ชาวไทยจึงขายไม่ค่อยออก แต่หมอนวดสาวไทยกลับฮิตระเบิดทั่วโลก รูปสาวไทยอ้าซ่าเป็นดาราในนิตยสารต่างประเทศพร้อมกับคำบรรยายสรรพคุณอย่าง ถึงอกถึงใจ ผู้หญิงเมดอินไทยแลนด์จึงขายดิบขายดี ทำรายได้ให้เอเย่นต์ในฟักกิ้งซิตี้ร่ำรวยฟู่ฟ่าไปตามๆกัน.

สินค้า เข้า ได้แก่ของที่มีอยู่แล้วและไม่เห็นจะน่าซื้อต่างๆเช่น ผลไม้กระป๋อง กะปิจากฮ่องกง กะทิกระป๋องจากฮาวาย ผ้าไหมจากอิตาลี่ ผ้าลูกไม้จากสวีสส์ กางเกงในจากฝรั่งเศส รวมทั้งบรรดาน้ำหอม เครื่องสำอางและของฟุ่มเฟือยทุกชนิดจากทุกประเทศในโลก สินค้าพวกนี้สั่งกันเข้ามาอย่างไม่อั้นและเก็บภาษีถูกๆ คนไทยจึงแย่งกันซื้อ “ของนอก” มาใช้โอ้อวดกันด้วยความภาคภูมิใจ ด้วยเหตุนี้แหละสินค้าเมดอินสำเพ็งที่ติดยี่ห้อว่าเป็นของนอกจึงเซ็งลี้ฮ้อ ผลิตไม่พอขาย บรรดาอาเฮีย อาตี๋ต่างหัวร่อฮ่าๆต้องพากันเปลี่ยนฐานะเป็นเถ้าแก่เป็นอาเสี่ยไปอย่างช่วย ไม่ได้.

เศรษฐกิจ ในบางกอกมาสถานีโทรทัศน์สีถึง 4 แห่ง มีศูนย์การค้าโรงแรม โรงหนัง ภัตราคาร ไนต์คลับ อาบอบนวด ค๊อฟฟี่ชอฟ โบว์ลิ่ง ลานสะเก็ต ห้างสรรพสินค้าอันใหญ่โตโอ่อ่า มีรถยนต์ชั้นหนึ่งของโลกทุกยี่ห้อ สัญลักษณ์แห่งความเจริญสุดยอดทุกชนิด แต่พลเมืองส่วนใหญ่ยากจนค่นแค้น ขาดดุลย์การค้ากับต่างประเทศมากมาย ต้องกู้และขอเงินต่างประเทศใช้ทุกปี เศรษฐกิจของไทยจึงเหมือนปูโพรก แต่คนไทยถือว่าความหรูหราฟุ่มเฟือย คือเกียรติยศแห่งชีวิต รัฐบาลไทยจึงตั้งหน้าตั้งตากู้ และขอให้มากที่สุด เพื่อเกียรติยศของประเทศชาติ บรรดาประเทศเจ้าหนี้และนายทุนทั้งหลายต่างอิดหนาระอาใจ แต่ก็ยังให้เกียรติและยกย่องประเทศไทยด้วยการขนานนามให้ว่า “สุภาพบุรุษขอทาน”.

อาชีพของพลเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม แต่คนไทยนิยมรับราชการเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการเป็นข้าราชการไทยหมายถึงการเป็นเจ้านายชาวบ้าน สามารถโกงกินได้อย่างมีเกียรติ ผู้เข้ารับราชการจึงต้องมีเส้นมีสายอย่างสำคัญ จะทำงานบริษัทห้างร้านจะต้องพูดฝรั่งหรือแต้จิ๋วได้ หนุ่มสาวบ้านนอกไทยซึ่งขาดคุณสมบัติเหล่านี้ จึงหวังดีทางเป็นนักร้องลูกทุ่ง ถ้าเสียงไม่เอาไหน ฝ่ายชายจะไปเป็นกรรมกรก่อสร้าง ฝ่ายหญิงถ้าพอมีทุนก็เรียนดัดผมตัดเสื้อ ไม่มีเงินก็เข้ามาเป็นคนใช้ในบางกอก คนไหนหน้าตาดีมักจะถูกชัดชวนไปเป็นหมอนวดโสเภณี ส่วนที่สิ้นหวังในอาชีพต่างๆเหล่านี้หมดแล้ว จึงจะหันกลับไปทำไร่ไถนาไปตามเรื่องราว กีฬาที่ฮิตที่สุดในบางกอกได้แก่โปลิศจับขโมย เพราะนักวิ่งราวมีอยู่ทุกแห่งตั้งแต่บนรถเมล์ ศุนย์การค้าไปจนถึงหน้าประตูบ้านของเราเอง รองลงมาเป็นประเภททีมได้แก่กีฬาล่านักขว้างระเบิดขวด ซึ่งตื่นเต้นน่าดูกว่าประเภทบุคคลอย่างแรกมากนัก ส่วนกีฬาที่ฮิตทัดเทียมกันทั่งประเทศได้แก่กีฬาล่าโจรขโมยรถและโจรเรียกค่า ไถ่ เกมส์อันน่าหวาดเสียวเหล่านี้ทางกรมตำรวจไม่เก็บค่าผ่านประตูแต่อย่างใด ส่วนกีฬาชนิดต้องเสียเงินดูที่นิยมกันมากที่สุดได้แก่มวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มหัศจรรย์และอันตรายที่สุดในโลก.

การ บันเทิง ที.วี. เมืองไทยถ้าไม่แน่ใจในความอดทนและไม่อยากเป็นคนปัญญาอ่อนอย่าเปิดดูดีกว่า ทุกสถานีโฆษณากันอย่างบ้าคลั่ง รายการส่วนมากก็ทำเหมือนของเด็กเล่น หนังไทยกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา ถ้าจะดูเพื่อทัศนศึกษาก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าไม่แน่ใจบางกอกก็มีหนังของทุกชาติในโลกนี้ฉายให้ดู ทั้งหนังฝรั่ง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฟีลิปปินส์ อินโดนิเซีย เขมร ฯลฯ แต่ถ้าดูจนหมดทุกโรงแล้วยังบ่นว่าเซ็ง ก็เห็นจะเซ็งเพราะมันเป็นหนังแห้ง แบบนี้ต้องเปลี่ยนไปชมหนังสดและโชว์ในย่านพัฒน์พงศ์ ทีนี้ละนอกจากจะเลิกบ่นแล้วก็จะรู้ได้เสียทีว่าสมญา “ฟักกิ้งซิตี้”นั้นเหมาะกับบางกอกขนาดไหน.

สังคม คนไทยมีความสัมพันธ์ในครอบครัวดีเลิศ ประเพณีเคารพผู้สูงอายุและการเอื้อเพื้อเผื่อแผ่กันในหมู่ญาติ ทำให้ครอบครัวไทยมีความอบอุ่นอย่างลึกซึ้ง แต่คนไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ได้ในระดับหมู่บ้านเท่านั้น เมื่อเป็นสังคมที่ใหญ่ขึ้นก็มีสภาพแย่ลงทุกที จนเมื่อพูดถึงสังคมส่วนรวมของคนในชาติก็กลับตรงกันข้ามเลยทีเดียว กลายเป็นสังคมชนิดตัวใครตัวมัน คนรวยแย่งกันกอบโกยเอาเปรียบกดขี่คนยากจน ชนชั้นบริหารโกงกินกันอย่างหน้าด้านๆ เป็นสังคมที่มีความแตกแยกอย่างน่ากลัว แต่ก็ยังรวมตัวกันอยู่ได้เพราะพระมหากษัตริย์เป็นจุดสูงสุด เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติไว้ด้วยกันเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์เมื่อใด ไทยแลนด์ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแน่นอน. 



คนไทยหลายคนคงไม่ยอมรับความจริงบางอย่างในบันทึกนี้
--------------------------------------------------------------------------------

หมาย เหตุ เรื่องนี้คัดจาก ชาวกรุง ฉบับมีนาคม 2519 พิมพ์แจกเพื่อให้คนไทยได้อ่านกันมากๆ และเพื่อเป็นแนวทางให้ย้อนมามองตัวเองอย่างจริงจังเสียบ้าง จะได้ช่วยกันพื้นฟูตัวเองให้สมกับเป็นคนไทย และเป็นมนุษย์ผู้มีศาสนาเป็นสรณะ. (บทความนี้ได้มาจากวัดอุโมง จ.เชียงใหม่)

(แปลจากบันทึกของ เจอรรี่ แคนตัน แห่ง ร.ร.นานาชาติ กรุงเทพ โดย สมิงพระประแดง)

ที่มา http://www.whatami.net/thai/thai10.html




มิวเซียมสยามพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้


มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ตั้งอยู่ที่ถนนสนามไชย บริเวณท่าเตียน เป็นพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในความดูแลของสถาบันการเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งได้ปรับปรุงอาคารเก่าของกระทรวงพานิชย์เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยแต่ยังคงความสง่างามของสถาปัตยกรรมและโครงสร้างเดิมเอาไว้
ใช้งบประมาณการปรับปรุง 134 ล้านบาท และออกแบบนิทรรศการโดยทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ Lord of The Ring เพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้อันรื่นรมย์สำหรับเยาวชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างประเทศ ในเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของคนไทยและดินแดนอุษาคเนย์


การจัดแสดงต่าง ๆ ทั้งสามชั้นของอาคาร ในพื้นที่รวมกว่า 3,000 ตารางเมตร ใช้สื่อสร้างสรรค์ที่ทันสมัย ร้อยเรียงเรื่องราวตามลำดับขั้นตอนเพื่อค้นหาความเป็นไทย โดยแบ่งออกเป็นสามช่วง คือ 1. จากสุวรรณภูมิ 2. ถีงสยามประเทศ 3. สู่ประเทศไทย แต่ละช่วงมีการจัดแสดงต่าง ๆ ทั้งแบบจำลอง ภาพ และวัสดุจัดแสดงที่จับต้องได้และให้ความรู้สึกเหมือนร่วมเดินทางสู่อดีตกาลก่อนจะทะลุมิติกาลเวลามาถึงปัจจุบัน
เป็นนิทรรศการที่บูรณาการของความรู้หลากหลายด้านทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา โบราณคดี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้อย่างน่าติดตาม
ปิดให้เข้าชมฟรี ในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. ปิดวันจันทร์ รายละเอียดติดต่อ
โทร. 0 2622 2599
เว็บไซต์ www.ndmi.or.th





วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เบเกอรี่ที่รัก ^^


5 อันดับร้านเค้กอร่อยๆรอบกรุง

1.ร้านละเลียด



   
โอเอซิสขนาดย่อมของคนรักเบเกอรี่จริงๆ เพราะภายในร้านที่มีพื้นที่จำกัด แต่กลับมีพื้นที่มากพอจะทำให้เราตื่นตาไปกับเบเกอรี่และขนมที่ฟู่ฟ่า มีทั้งเค้ก ช็อกโกแลต มากมาย(เยอะจริงๆ) แต่ละชิ้นตกแต่งสีสันสวยงามน่ากิน และการันตีความอร่อยว่าไม่เป็นสองรองใคร ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกกินทั้งชาและกาแฟ แต่ถ้าสั่งเค้กขอแนะนำว่ากินคู่กับชาออร์แกนิกส์ดีกว่า แต่ไม่ว่าจะสั่งชาอะไรทางร้านก็จะเบลนผสมกับชาดอกไม้ออร์แกนิกส์มาด้วย ช่วยลดคอเรสเตอรอลแล้ว ยังได้กลิ่นหอมแบบอโรมาเธอราปี
H&C Recommend : Crown nine, French vanilla satin, Vanilla pudding cake, ชาดอกไม้ออร์แกนิค Caramel frappuccino
ที่อยู่ : ซอยโชคชัยร่วมมิตร วิภาวดี 16 ถ้าเข้าทางรัชดาจะเป็นซอยรัชดา 19
ราคา : เบเกอรี่ราคาเริ่มต้นที่ 25 – 950 บาท
วันเวลาเปิดปิด : จันทร์-เสาร์ 10.00 น. – 20.00 น. วันอาทิตย์ 9.00 น. – 18.00 น.
เบอร์ โทร : 0-2691-5449,0-2276-2464, 08-3296-7887

2. ไล-บรา-รี่




   ร้านกาแฟย่านพระรามเก้าที่นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนรักอาหารการกินแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์น้อยๆของหนอนหนังสือ เพราะเมื่อนั่งอยู่ในร้านจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตกแต่งสบายๆเหมือนอยู่ ที่บ้าน ที่นั่งมีให้เลือกทั้งโซนนอกและในบ้าน สบายไม่ต่างกัน กาแฟและเบเกอรี่เป็นสไตล์โฮมเมดรสเยี่ยม กระซิบอีกนิดอาหารร้านนี้ก็อร่อยไม่แพ้เบเกอรี่เลย ไปหนึ่งได้ถึงสองคุ้มจริงๆ
H&C Recommend : บานอฟฟี่ บานาน่าครัมเบิ้ล นิวยอร์คชีสเค้ก กาแฟเย็นไล-บรา-รี่ เวรี่เบอร์รี่สมู้ตที
ที่อยู่ : ซอยพระรามเก้า 41 (ซอยข้างพรีเมียร์พระรามเก้า)
ราคา : เบเกอรี่ราคาเริ่มต้นที่ 75 – 105 บาท เครื่องดื่ม เริ่มต้นที่ 65 – 110 บาท
วันเวลาเปิดปิด : เปิดทุกวัน 10.00 น. – 21.00 น.
เบอร์โทร : 0-2718-3993
อื่นๆ : วันอังคารและพฤหัสบดี เบเกอรี่ลด 20%




3. After you




   หลังจากที่ H&C ได้เชิญคุณเม – กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ มาทำขนมลงคอลัมน์ Bakery lover อยู่หลายครั้ง ครั้งนี้จึงขอแนะนำร้าน after you ของคุณเมสักที เมนูเด็ดที่ห้ามพลาด คือ ขนมปังชิบูย่าที่ปิ้งจนร้อนฉ่ำเนย เสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลาและวิปครีม ราดน้ำผึ้งอีกนิด สุดยอดจริงๆ(ไปทีไร ก็ต้องสั่งมากินทุกที) ยังมีอีกหลายเมนูที่อร่อย และบางเมนูก็เคยลงใน H&C มาแล้ว บางเมนูก็อยู่ในตำราทำขนม May made ส่วนกาแฟประทับใจกับเมนูลาเต้ที่เสิร์ฟมาในชามใบย่อม ดื่มร้อนๆเต็มอิ่มดีเชียวล่ะ
H&C recommend : Shibuya honey toast, Chocolate lava, Cappuccino coffee
ที่ อยู่ : ซอยทองหล่อ 13 เข้าซอยไปประมาณ 50 เมตรอยู่หัวมุมทางเข้าที่จอดรถของ J avenue
ราคา : เค้กเริ่มต้นที่ 65 บาท สำหรับกาแฟร้อน 75 บาท
วันเวลาเปิดปิด : จันทร์-พฤหัสบดีเปิด11.00 น. – 23.00 น. ศุกร์-อาทิตย์ปิด 24.00 น. และเสาร์-อาทิตย์เปิดตั้งแต่ 9.00 น.
เบอร์โทร : 0-2712-9266

4. Dressing dessert


   เค้กแต่ละชนิดตกแต่งอย่างน่ากิน จัดเรียงสวยงามอยู่ในตู้หมุนโชว์ความน่ากินที่ตกแต่งแบบกระจุ๋มกระจิ๋มสไตล์ ฝรั่งเศสผสมญี่ปุ่น และไม่ใช่แค่สวยแต่อร่อยมากด้วย ที่สำคัญทำสดใหม่ทุกวัน Strawberry roll ทำจากครีมสดรสนุ่ม Bread butter pudding กับ Vanilla sauce ร้อนๆ อร่อยเกินห้ามใจ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศหวานๆสไตล์วินเทจแบบนี้ ยิ่งช่วยเพิ่มดีกรีความหวานในหัวใจได้ยิ่งขึ้น
H&C Recommend : Bread butter pudding, Strawberry roll, Double choc, คัพเค้กต่างๆ
ที่อยู่ : ทาวน์อินทาวน์ 3/1 ลาดพร้าว 94
ราคา : ราคาเริ่มต้นที่ 45 – 95 บาท
วัน เวลาเปิดปิด : เปิดทุกวัน 10.00 น. – 22.00 น.
เบอร์ โทร : 08-3999-4981
อื่นๆ : รับจัดงานนอกสถานที่

5. Coffee alley in the garden


   เพียงเดินเข้าไปซอยประมาณ 100 เมตร ก็จะพบร้านกาแฟร้านนี้ซ่อนอยู่ เป็นบ้านหลังเล็กๆน่ารักมีสวนขนาดย่อมด้านนอกไว้นั่งสูดอากาศสบาย ๆ ที่นี่จึงเหมือนเป็นที่พักผ่อนพบปะสังสรรค์ของคนทำงานละแวกนั้น ในร้านมีกาแฟ ขนม และอาหารจานเดียวไว้คอยบริการ ขนมอบใหม่ทุกวันจากครัวเล็กๆในร้าน สำหรับคอกาแฟที่นี่มีเมล็ดกาแฟที่สั่งคั่วสูตรเฉพาะ รสไม่เข้มมากแต่หอมอร่อยกลมกล่อม
H&C recommend : Double chocolate cake , White chocolate cream cake , Brownie donut , Coffee ice alley
ที่อยู่ : สุขุมวิท 16 จากปากซอยเข้าไปประมาณ 100 เมตร ร้านอยู่ทางขวามือ
ราคา : เริ่มต้นที่ 45 – 80 บาท
วันเวลาเปิดปิด : เปิดทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ 7.00 น. – 21.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ 8.00 น. – 21.00 น.
เบอร์โทร : 0-2258-8300







เรื่องเล่าในวัง มรภ.สวนสุนันทา


สวนสุนันทา เป็นนามพระราชอุทยานสวนป่า ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อจะใช้เป็นที่ประทับพระราชอิริยาบถและสำหรับเป็นที่ประทับของพระมเหสีเทวี พระราชธิดา และเจ้าจอม เมื่อสิ้นพระองค์ไปแล้วจะได้ไม่เดือดร้อนเที่ยวระหกระเหิน จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และเป็นเครื่องเตือนพระราชหฤทัยระลึกถึงสมเด็จพระนางสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ตราบชั่วนิรันดร์ ร่วมกับพระราชานุสรณ์อีกหลายแห่ง
        สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าหญิงสุนันทากุมารีรัตน์ เป็นพระราชธิดาลำดับที่ 50 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (สกุลเดิม สุจริตกุล) ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2403 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 ขณะมีพระชนมายุได้ 19 พรรษาเศษ เป็นพระมเหสีองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สวนสุนันทา ใช้เป็นที่ประทับของพระมเหสี พระราชธิดา เจ้าจอมมารดา และเจ้านายฝ่ายใน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีจำนวนทั้งสิ้น 32 ตำหนัก รวมทั้งอาคารที่พักของบรรดา ข้าราชบริพาร เป็นซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นภายหลังการสวรรคตของพระมเหสีองค์ใหญ่ เมื่อปี 2451 อันเป็นปลายรัชสมัย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต่อเติม และเป็นเขตพระราชฐานที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน กระทั่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี2475 จึงมีสภาพเป็นวังร้าง จนปี 2480 จึงแปรจากราชสำนักฝ่ายในมาเป็นสถานศึกษาของกุลสตรี
ก่อนหน้าจะเป็นสถานศึกษาของกุลสตรี ภายในสวนสุนันทาเคยมีโรงเรียนชื่อนิภาคาร ( พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประทับ ณ ตำหนักสายสุทธานพดล ทรงให้สร้าง โรงเรียนนิภาคาร เนื่องจากมีผู้นำบุตรีและหลานของตนมาถวายตัวต่อพระองค์เป็นจำนวนมาก โรงเรียนนี้สอนตามหลักสูตรการศึกษาสมัยนั้น รวมทั้งอบรมมารยาท และการฝีมือด้วย ต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ได้จัดตั้งเป็น โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีล้วน โดยในระยะแรกเปิดสอนถึงระดับ ประโยคครูมัธยม (ป.ป.) ) ดังได้กล่าวไปแล้วประการสำคัญของโรงเรียนแห่งนี้เรื่องรางวัลและวิธีลงโทษ คือกรณีนักเรียนทำผิด จะไม่ให้ครูตี แต่ให้ครูนำความขึ้นถวายผู้ทรงดำเนินกิจการโรงเรียนคือสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตรขัตติยนารี พระองค์จะทรงตักเตือน ทรงมีไม้เรียวหุ้มด้วยผ้าสำลีวางไว้ แต่ไม่เคยทรงจริงๆ
            สำหรับนักเรียนที่เคยถูกครูตี มีรับสั่งไม่ให้ครูทำเช่นนั้นอีก ให้ทำรายงานแทน ส่วนผู้ที่สอบได้จะทรงให้รางวัลเป็นเข็มพระนามย่อ ผู้ที่สอบได้ที่หนึ่งจะประทานตุ้มหู ต่อมาเปลี่ยนเป็นปากกาเชฟเฟอร์ หากได้ซ้ำจะได้รับแหวนทองสลักปีที่สอบได้ ผู้ที่เรียนทันในโรงเรียนนี้ท่านหนึ่งเป็นอันดับที่ 8 คือ พลเอกเทียนชัย ศิริสัมพันธ์ ซึ่งเคยดำรวงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยหนึ่ง
          ( ในปีพ.ศ. 2498 มีการเปิดการเรียนการสอนในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) จากนั้นเมื่อ พ.ศ. 2501 มีการยกฐานะขึ้นเป็น วิทยาลัยครู สวนสุนันทา โดยเริ่มเปิดสอนในระดับปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปีในพ.ศ. 2523 และเมื่อพ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานนามใหม่ให้กับวิทยาลัยว่า สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้เปลี่ยนชื่อจาก สถาบันราชภัฏ เป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏ )
            นับแต่สวนสุนันทาเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายในและเมื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นโรงเรียนสำหรับกุลสตรี เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูเรื่อยมากระทั่งวันนี้คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา